ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูงและสามารถเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที โรคนี้สามารถลุกลามจากอาการไข้ธรรมดาไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบภายในเวลาเพียง 24 - 48 ชั่วโมง

ไข้กาฬหลังแอ่นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
- การติดเชื้อในกระแสเลือด (Meningococcemia)
เชื้อนี้อาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนได้โดยไม่ก่ออาการ แต่ในบางรายอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและสมองจนเกิดอาการรุนแรงได้
โรคไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อผ่าน
- ละอองฝอยจากการไอหรือจาม
- น้ำลาย
- การสัมผัสใกล้ชิด เช่น ใช้ช้อน แก้วน้ำ หรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แออัด
กลุ่มที่มีโอกาสแพร่เชื้อได้มากคือวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นช่วงที่พบการเป็นพาหะในโพรงจมูกได้สูง
อาการของโรคในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัด ทำให้หลายคนเข้าใจผิดและมาพบแพทย์ช้า
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้อาเจียน
- คอแข็ง
- ซึมลง สับสน
- ชัก
- มีผื่นจ้ำเลือดตามตัว
ผื่นสีม่วงหรือแดงคล้ำที่กดแล้วไม่จาง ถือเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนี้
ไข้กาฬหลังแอ่นจัดเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ดำเนินโรคเร็วมาก ผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตภายใน 1 - 2 วันหลังเริ่มมีอาการ แม้จะเป็นคนแข็งแรงมาก่อนก็ตาม แม้ได้รับการรักษาแล้ว อัตราการเสียชีวิตยังคงสูง และผู้ที่รอดชีวิตประมาณ 10 - 20% อาจมีภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น
- หูหนวก
- สมองพิการ
- ต้องตัดแขนขา
โรคนี้พบได้ทุกวัย แต่มีความเสี่ยงสูงใน
- เด็กเล็ก
- วัยรุ่นและนักศึกษา
- ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด เช่น หอพัก ค่ายทหาร โรงเรียนประจำ
- ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
แพทย์จะวินิจฉัยโรคโดย
- ตรวจน้ำไขสันหลัง
- ตรวจเลือดหาเชื้อแบคทีเรีย
การรักษาหลักคือ การให้ยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วน ผู้ป่วยมักต้องนอนโรงพยาบาลและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต
1. การฉีดวัคซีน วัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยมีวัคซีนครอบคลุมสายพันธุ์หลัก ได้แก่ A, B, C, W และ Y
2. ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น
- ล้างมือบ่อย ๆ
- สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วย
3. การป้องกันผู้สัมผัสใกล้ชิด
หากมีผู้ป่วยในครอบครัวหรือสถานศึกษา ผู้สัมผัสใกล้ชิดอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ไม่มากนัก โดยมีรายงานผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 20 - 50 รายต่อปี แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคมีความรุนแรงสูงและอาจเกิดการระบาดเป็นกลุ่มได้
ควรรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง
- คอแข็ง
- ซึมลง หรือสับสน
- มีผื่นจ้ำเลือดตามตัว
การรักษาที่เร็วขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง สามารถช่วยลดโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมาก
ดังนั้น แม้ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูงและดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว การรู้จักอาการเตือน การรีบพบแพทย์ และการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง เป็นกุญแจสำคัญในการลดการสูญเสียจากโรคนี้